การสักบนร่างกาย

14906-1

การสักลวดลาย เลขอักขระต่างๆ ลงบนผิวหนัง หรือที่เรียกกันว่าการสักลายหรือสักยันต์ เป็นความเชื่อที่อยู่คู่กับสังคมไทยมาตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายาย  หากแต่วัตถุประสงค์ของการสักลวดลายต่างๆ ลงบนผิวหนังก็มาผันแปรไปตามยุคสมัยที่เปลี่ยนไป จากเดิมเพื่อใช้แสดงกรม กองหรือสังกัดของชายไทยที่รับราชการสนองคุณแผ่นดิน มาเป็นการสักเพื่อสร้างขวัญกำลังใจ ก่อนมาสู่ยุคของการสักลวดลายที่เป็นงานศิลปะบนเรือนร่างหรือเพื่อความสวยงามในปัจจุบันแทน

ความหมายของการสัก คือการนำเหล็กแหลมจุ่มน้ำหมึก (เรียกสักหมึก) หรือน้ำมัน (เรียกสักน้ำมัน) แล้วแทงลงที่ผิวหนังเป็นให้เป็นลวดลาย อักขระ เครื่องหมาย เลขยันต์ต่างๆ  และคนที่ทำหน้าที่สักยันต์ให้ก็จะต้องเป็นผู้ที่มีความสามารถ ชำนาญในการสักที่สืบทอดวิชาความรู้ต่อๆ กันมา ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นพระสงฆ์หรือผู้อาวุโสที่ร่ำเรียวิชาสักยันต์มา

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

 

ปัจจุบันเครื่องไม้เครื่องมือในการสักมีการพัฒนารูปแบบไปไกลมา จากเหล็กปลายแหลมแท่งยาวๆ กลายเป็นเครื่องมือที่มีหัวเข็มขนาดเล็กแทน หมึกที่ใช้ก็เป็นหมึกสีต่างๆ ส่วนคนที่ทำหน้าที่สัก ถูกเรียกในฐานะช่างสักมากกว่าครูบาจารย์ในการสัก

p16hfr34vq1o2v1tgv1r5m162ae2h3

การสักยันต์ในสมัยก่อน มีอยู่ ๒ รูปแบบด้วยกัน คือ หนึ่ง มีไว้เพื่อเป็นเครื่องหมายหรือหลักฐานแสดงตัว เช่น การสักเลกที่ข้อมือของชายหนุ่มเพื่อเป็นการขึ้นทะเบียนตามสังกัด กรมกองต่างๆ ซึ่งมีหลักฐานว่าการสักเลกนี้มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น แผ่นดินสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ (พ.ศ. ๑๙๙๑ – พ.ศ. ๒๐๓๑)

สอง เป็นการสักตามความเชื่อ ความศรัทธา ขวัญกำลังใจ เสน่ห์ เมตตามหานิยม แคล้วคลาด ป้องกันภยันอันตรายต่างๆ  แพร่หลายในหมู่ชาวบ้านทั่วไปที่นิยมสักเลกยันต์ต่างๆ ที่หน้าอก แผ่นหลัง หรือแขน โดยจะมีการประกอบพิธีควบคู่ไปด้วย เช่น ก่อนทำการสักจะต้องทำพิธีไหว้ครู มีการร่ายเวทมนต์คาถา ลวดลายที่ใช้สักมีให้เลือกแล้วแต่สำนักสัก ด้วยเหตนี้การสักประเภทนี้แต่ละคนก็จะมีลวดลายไม่เหมือนกัน

V6Ot20070817143911

ปัจจุบันความเชื่อ ความศรัทธาในการสักแม้จะมีอยู่แต่ก็ลดน้อยถอยลงไปเป็นจำนวนมาก เนื่องจากขาดผู้ชำนาญ ผู้สักที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญแท้จริง ประกอบกับครูบาอาจารย์สักรุ่นเก่าๆ บางท่านก็ไม่ได้ถ่ายทอดวิชาความรู้ให้กับศิษย์รุ่นหลัง ทำให้ความรู้ความสามารถสูญหายตายไปพร้อมกับครูบาอาจารย์  รวมทั้งความเชื่อที่ว่าคนที่มีลายสักมักจะเป็นนักเลงหัวไม้บ้าง เป็นคนคุกคนตารางมาก่อน แม้แต่ในวงราชการก็กำหนดห้ามไม่ให้คนที่จะสอบเข้ารับราชการมีรอยสักยิ่งทำให้การสักค่อยถอยห่าง หายไปจากสังคมไทยมากขึ้น

การสักที่เป็นอยู่ในปัจจุบันจะเน้นไปที่การสักเพื่อความสวยงาม หรือเป็นงานศิลปะบนเรือนร่างเท่านั้น และได้รับความนิยมทั้งชายและหญิง ซึ่งต่างจากสมัยโบราณที่จะมีแต่ผู้ชายเท่านั้นที่จะสักบนร่างกาย และเป็นการสักที่เกี่ยวข้องกับประเพณี ความเชื่อในสังคมไทย